No.36 หยุดซ้ำเติม

posted on 02 Nov 2009 14:18 by showhuay
หยุดซ้ำเติม

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย ชาญชัย กายพันธ์


แม้ว่า นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะแสดงบทบาทกร้าวไล่พนักงานออกและฟ้องศาลแรงงานกลางให้เลิกจ้าง

โดยมีชื่อนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) รวมอยู่ด้วย

เพื่อแก้ปัญหาที่พนักงานประท้วงหยุดบริการประชาชน

ซึ่งพนักงานหยิบประเด็นความปลอดภัยของผู้โดยสารมาเป็นข้ออ้าง

เพราะหัวรถจักรไม่พร้อมที่จะใช้งาน

ขณะ ที่นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนามคม ก็เพิ่งโชว์ความกล้าออกมาว่า ต้องใช้ยาแรง เพราะ ร.ฟ.ท.เป็นคนป่วยที่เข้าขั้นโคม่า

ทั้งที่ก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน นายโสภณบอกกับสังคมว่า "การแก้ปัญหาระบบรถไฟเกินตัวของกระทรวงไปแล้ว ต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดการ"

เสมือนรับสภาพว่าอ่อนประสบการณ์ขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ

แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินใจแสดงบทบาทแข็งกร้าวของทั้งสอง ทอดยาวเกินไป

เมื่อนำไปเทียบกับความเดือดร้อนของประชาชนและความเสียหายทางเศรษฐกิจในทุกด้านแล้วมันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย

และการกระทำของพนักงานการรถไฟฯภาคใต้ครั้งนี้ เหมือนการทำร้ายผู้มีพระคุณอย่างเลวร้ายที่สุด

ที่ใช้ว่าทำร้ายผู้มีพระคุณ ผมเชื่อว่าไม่เกินเลยไปนัก

เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวปักษ์ใต้จะมีชีวิตที่ผูกพันกับรถไฟตลอดมา

เพราะรถไฟเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชาวใต้ ที่มีทางเลือกด้านคมนาคม โดยเฉพาะถนนหลวงที่ด้อยกว่าคนภาคอื่น

รถไฟจึงเป็นบริการสาธารณะอันดับแรกที่คนปักษ์ใต้เลือก

หากว่าใครมีโอกาสเดินทางด้วยรถไฟสู่ภาคใต้ หรือจากภาคใต้เข้ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะช่วงที่ปิดภาคเรียนหรือเปิดภาคเรียน

จะพบว่ารถไฟสายใต้แน่นขนัดไปด้วยผู้โดยสาร

หรือ แม้แต่รัฐมนตรีในปัจจุบัน หรืออดีตนายกรัฐมนตรี หรือนักการเมือง รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหลายที่พื้นเพเป็นคนปักษ์ใต้ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ล้วนเคยเป็นลูกค้าการรถไฟฯทั้งสิ้น

และที่ยืน ยันได้อีกประการหนึ่งถึงความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตคนปักษ์ใต้กับรถไฟ คือการสะท้อนผ่านวรรณกรรมต่างๆ รวมถึงบทเพลงที่ผู้ประพันธ์มักจะนำรถไฟมาใส่ไว้เป็นส่วนหนึ่งของบทประพันธ์ เสมอ

จึงเชื่อว่าการรถไฟฯคงจะปฏิเสธลำบากว่าคนปักษ์ใต้คือลูกค้ารายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ผลแห่งการประท้วงของพนักงานรถไฟสายใต้ ยาวนานเกือบสองสัปดาห์โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องต่อรองแล้ว

ยังเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ให้ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลาอีกด้วย

เพราะแค่ระมัดระวังให้ตัวเองรอดพ้นจากภัยโจรใต้ก็ลำบากอยู่แล้ว

แต่ต้องมาเผชิญกับความทุกข์ในการเดินทางอีก

เพราะหลังเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2547 วิถีชีวิตและการเดินทางของประชาชนเปลี่ยนไปมาก

จาก ที่เคยใช้รถส่วนตัวหรือรถยนต์สาธารณะเดินทางไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ระหว่างอำเภอหรือระหว่างจังหวัด ก็ต้องหันมาพึ่งบริการรถไฟมากขึ้น

เพราะการใช้รถส่วนตัวหรือรถยนต์สาธารณะไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว

ดังนั้น เมื่อขบวนรถไฟท้องถิ่นสามจังหวัดภาคใต้หยุดบริการ หลายครอบครัวที่เคยเจอสมาชิกพร้อมหน้ากันทุกวันต้องมาเจอกันเฉพาะวันหยุด

เพราะไม่กล้าเดินทางกลับ ต้องหาที่พักใกล้ที่ทำงานหรือพักที่ทำงาน

นี่คือความเดือดร้อนเพียงบางส่วนที่เพื่อน และญาติ ที่อาศัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้บอกเล่าเชิงระบายความรู้สึกให้ฟัง

ยังไม่รวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ

เมื่อมองถึงความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์หยุดงานประท้วงของพนักงานการรถไฟฯไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ด้วยซ้ำ

แต่หากเกิดก็ไม่ควรทอดเวลายาวนานนับสัปดาห์ รัฐบาลต้องรีบเข้ามาแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

เพราะอย่าลืมว่า รัฐบาลชุดนี้แกนนำคือพรรคประชาธิปัตย์ ฐานคะแนนเสียงสำคัญคือภาคใต้ ส.ส.กว่าครึ่งพรรคก็จากภาคใต้

แต่ เมื่อความเดือดร้อนมาเยือนแทนที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาทันท่วงที กลับปล่อยให้ชาวบ้านเผชิญชะตากรรมกันอย่างโดดเดี่ยวเกือบสองสัปดาห์

จึงเริ่มหันมาเหลียวแล

ดัง นั้น นับแต่นี้ไปก็ได้แต่หวังว่าองค์กรบริการสาธารณะต่างๆ ที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของพวกตัวเอง ควรหยุดเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องต่อรองได้แล้ว

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาในทันที อย่าปล่อยให้เวลาทอดยาวไปจนประชาชนรู้สึกโดดเดี่ยว

เพราะวิธีแก้ปัญหาด้วยการซื้อเวลา มันไม่ใช่นักบริหารมืออาชีพ !!

วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11559 มติชนรายวัน หน้า 6

Comment

Comment:

Tweet